บทที่ ๓
ความเป็นมาของพระปัจเจกพุทธเจ้า
ในบทนี้ ผู้วิจัยจะศึกษาความเป็นมาของพระปัจเจกพุทธเจ้า จาก ๑) การตั้ง
ความปรารถนาเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า ๒) ระยะเวลาในการตั้งความปรารถนาเป็น
พระปัจเจกพุทธเจ้า ๓) เมื่อตรัสรู้เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า และ๔) พระประวัติของ พระ
ปัจเจกพุทธเจ้า ๔๑ องค์ ดังนี้
๓.๑ การตั้งความปรารถนาเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า
เพื่อเปรียบเทียบระหว่างคุณสมบัติของบุคคลที่ตั้งปณิธานเป็นพระพุทธเจ้าต้อง
ประกอบด้วยองค์ธรรม ซึ่งเรียกว่าธรรมสโมธาน ๘ ประการกับคุณสมบัติของผู้ตรัสรู้เป็น
พระอรรถกถาจารย์อธิบายไว้ในมธุรัตถวิลาสินี อรรถกถา¢Ø··¡¹Ô¡Ò ¾Ø·¸Ç§Èì
ความว่า
(๑) ความปรารถนาย่อมสำเร็จแก่ผู้ตั้งอัตภาพเป็นมนุษย์เท่านั้น ย่อมไม่สำเร็จ
แก่สัตว์ทั้งหลายที่ตั้งอยู่ในชาตินาค เป็นต้น เพราะชาตินาค เป็นอเหตุกสัตว์
(๒) แม้อยู่ในอัตภาพเป็นมนุษย์ ก็ต้องตั้งอยู่ในเพศชายเท่านั้น ย่อมไม่สำเร็จ
แก่หญิงหรือบัณเฑาะก์ คนไม่มีเพศและคนสองเพศ เพราะลักษณะไม่บริสุทธิ์
(๓) ความปรารถนาย่อมสำเร็จแก่บุรุษที่ถึงพร้อมด้วยเหตุ เพื่อบรรลุพระอรหัต
ในอัตภาพนั้นได้เท่านั้น ไม่สำเร็จแก่บุรุษนอกจากนี้
(๔) การได้เห็นพระศาสดา ได้แก่ ความปรารถนาในพระพุทธเจ้าซึ่งยังทรง
พระชนมชีพอยู่ เสด็จปรินิพพานแล้วย่อมไม่สำเร็จ เพราะพระปัจเจกพุทธเจ้า หรือพุทธสาวก
ไม่สามารถที่จะรู้ถึงภัพพสัตว์และอภัพพสัตว์แล้วกำหนดด้วยญาณเป็นเครื่องกำหนดกรรม
และวิบากแล้วพยากรณ์ ดังนั้น ความปรารถนาจึงสำเร็จได้ในสำนักของพระพุทธเจ้าเท่านั้น
(๕) การบรรพชา ได้แก่ ต้องบวชในดาบสทั้งหลายจำพวกที่เป็นกัมมกิริยวาที
หรือในภิกษุทั้งหลายเท่านั้น เพราะพระโพธิสัตว์ทั้งหลายที่เป็นบรรพชิตเท่านั้นจึงบรรลุ
พระสัมโพธิญาณได้ ที่เป็นคฤหัสถ์บรรลุไม่ได้
๓.๑.๒ คุณสมบัติของผู้ตรัสรู้เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า ๕ ประการ
พระอรรถกถาจารย์กล่าวถึงผู้ปรารถนาความเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า จะต้อง
ปรารถนาสมบัติ ๕ ประการ กระทำอภินิหาร คือ
(๑) ความเป็นมนุษย์
(๒) ความถึงพร้อมด้วยเพศชาย
(๓) การเห็นท่านผู้ปราศจากอาสวะ
(๔) การกระทำอันยิ่งใหญ่
(๕) ความเป็นผู้มีฉันทะ๕
ข้อ (๑), (๒), (๔), (๕) เหมือนกับคุณสมบัติซึ่งทำให้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า
ในข้อ (๓) การเห็นท่านผู้ปราศจากอาสวะได้แก่ การได้เห็นพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า
หรือพระสาวก ท่านใดท่านหนึ่งนั้น แตกต่างที่คุณสมบัติของผู้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในข้อ
พระพุทธเจ้าแบ่งตามประเภทแห่งการสั่งสมบารมีเป็น ๓ ประเภท คือ
๑) พระพุทธเจ้า ผู้เป็นปัญญาธิกะ มีศรัทธาอ่อนมีปัญญากล้าแข็ง
๒) พระพุทธเจ้า ผู้เป็นสัทธาธิกะ มีปัญญาปานกลาง มีศรัทธากล้าแข็ง
๓) พระพุทธเจ้า ผู้เป็นวิริยาธิกะ มีศรัทธาและปัญญาอ่อน มีความเพียรกล้าแข็ง๗
พระพุทธเจ้าประเภทปัญญาธิกะ ได้แก่พระพุทธเจ้าผู้เลิศทางปัญญา เพราะทรง
สั่งสมบารมีหนักไปทางปัญญา หลังจากได้รับคำพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าพระองค์ใด
พระองค์หนึ่งว่า จะเป็นพระพุทธเจ้าในกาลข้างหน้า จะต้องบำเพ็ญบารมีนาน ๔ อสงไขยกับ
๑๐๐,๐๐๐ กัป
พระพุทธเจ้าประเภทสัทธาธิกะ ได้แก่พระพุทธเจ้าผู้เลิศทางศรัทธา เพราะทรง
สั่งสมบารมีหนักไปทางศรัทธา หลังจากได้รับคำพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าพระองค์ใด
พระองค์หนึ่งว่า จะเป็นพระพุทธเจ้าในกาลข้างหน้า จะต้องบำเพ็ญบารมีนาน ๘ อสงไขยกับ
๑๐๐,๐๐๐ กัป
กัป (อ่านว่า กับ) หมายถึง ระยะกาลหรือกำหนดกาลเวลาที่ยาวนานมาก ใช้คำว่า
กัลป์ (อ่านว่า กัน) ก็ได้ ตำนานว่าโลกพินาศครั้งหนึ่งเป็นอันสิ้นกัปหนึ่งและกล่าวเปรียบเทียบ
ไว้หลายอย่าง เช่นมีภูเขาหินล้วนลูกหนึ่งขนาด กว้าง ยาว สูงด้านละโยชน์เท่ากัน ทุก ๆ
๑๐๐ ปีจะมีคนใช้ผ้าเนื้อละเอียดมาปัดภูเขานี้ครั้งหนึ่ง ทำเรื่อยไปจนภูเขาราบเสมอกับพื้นดิน
ระยะเวลานี้แหละเรียกว่าเป็นกัปหนึ่ง กัป แบ่งเป็น ๕ อย่าง คือ ๑) สารกัป ๒) มัณฑกัป
๓) สารมัณฑกัป ๔) วรกัป ๕) ภัทรกัป
ในแต่ละกัปมีพระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติทุกกัป คือ สารกัปมีพระพุทธเจ้า ๑ พระองค์
มัณฑกัป ๒ พระองค์ สารมัณฑกัป ๓ พระองค์ วรกัป ๔ พระองค์ และภัทรกัป ๕ พระองค์๙
๓.๒.๒ ระยะเวลาการตั้งความปรารถนาเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า
ผู้ปรารถนาตรัสรู้เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า ต้องใช้ระยะเวลาในการตั้งความ
ปรารถนาเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้านานกว่าผู้ปรารถนาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า พระอานนท์
กราบทูลถามพระพุทธเจ้าว่า ความปรารถนาของพระปัจเจกสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย ย่อมเป็นไป
นานเพียงไร? พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ความปรารถนาของพระปัจเจกสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย
